Cloud bursting คืออะไร?

ปัจจุบันนี้แทบทุกองค์กรเริ่มมีการพัฒนาศักยภาพขององค์กรมากยิ่งขึ้น เพื่อหมุนตามโลกที่กำลังหมุนไป โดยการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับชีวิตเพิ่มขึ้น เพื่อความสะดวก ความเร็ว และเพียงพอต่อการใช้บริการ และเทคโนโลยีที่เป็นตัวช่วยที่ดีขององค์กรนั่นก็คือ Cloud Bursting ตัวช่วยให้องค์กร จัดการกับ Public Cloud ได้ตามที่ต้องการ

ซึ่งเราลองมาทำความรู้จักกับเทคโนโลยี Public Cloud ว่ามีความหมายว่าอย่างไร และสามารถนำมาช่วยให้องค์กรดีขึ้นได้อย่างไร Public Cloud เป็นกระบวนการถ่ายเท Workload ไปมาระหว่าง Private Cloud และ Public Cloud เป็นการตอบสนองต่อการใช้งาน Workload  ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาให้ระบบงานช่วยจัดการตัวระบบให้ไม่หนักจนเกินไป ตัวอย่าง ในเว็บไซต์มี Traffic จำนวนมากเกินไป ทำให้ตัวระบบมีข้อมูลที่หนักเกินไป จำเป็นต้องสร้าง Instance เพิ่มขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหา เราสามารถแก้ปัญหาด้วยการนำสถาปัตยกรรมแบบ Cloud Bursting มาใช้ให้ Workload เพื่อให้การทำงานเป็นไปได้อย่างราบรื่นและไม่หนักจนเกินไป

เมื่อทำความเข้าใจ Cloud Bursting ไปแล้ว อีสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก็คือ สถาปัตยกรรม Cloud Bursting คือ Private Cloud และ Public Cloud คือสิ่งใหม่ที่ต้องเรียนรู้ซึ่งสร้างความท้ามายไม่น้อย การใช้งานแบบนี้เราต้องคำนึงถึงสิ่งที่ตามมาด้วย นั่นก็คือผลกระทบจากการที่ Cloud ต้องประสบกับปัญหา Network Latency นอกจากนี้เราต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายอีกด้วย จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันมีการนำ Cloud Bursting มาใช้อย่างแพร่หลาย ทำให้องค์กรสามารถพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการใช้งานนี้ก็ต้องศึกษาข้อมูลให้ละเอียดและเช็คความพร้อมของระบบให้ดี เพื่อป้องกันตัวเองและใช้ระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

 

ปฏิวัติฝ่าย IT รองรับ Cloud อย่างจริงจัง!

การเกิดขึ้นของ คลาวด์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างทั้งในเรื่องของธุรกิจและการจัดระบบขององค์กร มีองค์กรอีกหลายแห่งยังคงใช้โปรแกรมแบบเก่าและมีทีม IT ดูแลด้วยวิธีการเดิมๆ ทั้งที่การเปลี่ยนระบบ Cloud จำเป็นต้องมีการปรับใช้ Application ใหม่ๆ ที่มีความเสถียร และเข้ากันได้กับ คลาวด์ มากกว่า

ระบบ Cloud  เปิดโอกาสให้ IT Operation team สามารถเริ่มต้น IT Project ได้เอง ด้วยบริการ SaaS และ Service เสริมต่างๆ อย่างไรก็ดีการเปลี่ยนแปลงนี้มาพร้อมกับความเสี่ยงด้าน Security และ Workflow แต่สิ่งที่องค์กรควรทำคือลองเปลี่ยนไปใช้ Cloud Application ใหม่ๆ แยกส่วน Process ของ Application review ออกจากฝ่าย Application justification ทางด้าน Compliance และ Security Review ก็ควรประกอบด้วย Policy document ซึ่งระบุ Requirement ของ Application ที่จะใช้งาน และ Review Process โดยทีม IT จะต้องหมั่นสำรวจทรัพยากรของ Cloud application และตัดสินใจว่าต้องการใช้ทรัพยากรอะไรบ้างเพื่อให้สามารถทำงานได้ในระดับมาตรฐาน

นอกจากนี้ Cloud ยังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของฝ่าย IT อีกด้วย เพราะทรัพยากรของ คลาวด์ สามารถเช่าใช้งานได้ตามต้องการ ทำให้การวางแผนของทีม IT เปลี่ยนไปจากเดิม ไม่ต้องขึ้นอยู่กับทรัพยากรส่วนกลางของระบบ, Tools, และ Staff ภายในองค์กรเหมือนแต่ก่อน ระบบ Cloud ทำให้ฝ่าย IT สามารถจัดการกับความต้องการใช้งานทรัพยากรระยะสั้นได้ในราคาประหยัด ทั้งนี้ IT Operation team ก็ควรเช็คค่าใช้จ่ายว่ามูลค่าของ Data Center สูงกว่าการใช้ คลาวด์ จริงหรือไม่ โดยเฉพาะในส่วนของ PaaS กับ SaaS ที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ เพราะช่วยประหยัดค่าบริการไปได้เยอะกว่า IaaS การตรวจสอบอย่างละเอียดและวางแผนให้รัดกุมมากพอ จะส่งผลดีต่อการจัดสรรทรัพยากรในระยะยาว นอกจากนี้ยังควรมีการเตรียม Technical support รองรับการทำงานอย่างต่อเนื่อง แล้วจึงกำหนดปริมาณทรัพยากร Data Center ให้สอดคล้องกับความพร้อมของ Cloud service ทั้งนี้ต้องไม่ลืมคำนวณค่าใช้จ่ายสำหรับส่วน Security และ Governance อีกด้วย

ปรับแต่ง Application deployment model เพื่อใช้กับ คลาวด์

เมื่อย้ายมาใช้ คลาวด์ แล้ว ฝ่าย IT ก็ต้องเตรียม Application Deployment Model ให้พร้อมรองรับการทำงานที่ครอบคลุม ซึ่งการที่แต่ละ Application มี Requirement แตกต่างกัน เพราะใช้ Resource ที่หลากหลาย ทำให้เกิดความยุ่งยากระหว่างการ Deploy ควรจะมีการสร้างนโยบายพื้นฐานเพื่อช่วยให้ฝ่าย IT และ User สามารถรับมือกับจำนวนทรัพยากรที่เพิ่มมากขึ้นได้ง่าย โดยโฟกัสไปที่ส่วนของโครงสร้างองค์กร, DevOps, Application Lifecycle Management (ALM) เป็นหลัก

การเปลี่ยนมาใช้ คลาวด์ อาจเสี่ยงต่อปัญหาการทำงานไม่ต่อเนื่องได้ เมื่อมีการย้ายมาใช้งานระบบใหม่ องค์กรอาจขาด IT support ทำให้ Workflow เกิดความไม่ต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นการออกแบบ Cloud plan ให้สนับสนุนกับโครงสร้างองค์กรจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

กลยุทธ์ทาง DevOps สามารถช่วยเรื่อง Scale ของ Resource ที่กล่าวมาข้างต้นได้ โดย DevOps คือการใช้ Automate deployment tools เพื่อสร้างและรักษาเสถียรภาพ Application บน Host platform หากไม่ใช้ Tools นี้จะต้องไปพึ่ง Manual process ราคาแพง นอกจากนี้บาง Tools ของ DevOps ยังสามารถปรับแต่งให้ขยายขอบเขตการใช้งานไปยัง Cloud platform ได้อีกด้วย

ขั้นตอนสุดท้ายคือเรื่องของ ALM มีเป้าหมายเพื่อพัฒนา Application ด้วยการกำหนด Specific testing และ Deployment rules ผ่านทาง ALM Software แบบพิเศษ หลายๆ องค์กรจะรวม Security และ Governance เข้าไปในขั้นตอนของ ALM ด้วย ซึ่งนับว่าสำคัญมากต่อการวางแผนใช้งาน คลาวด์

Cloud Computing เบื้องต้น

ปัจจุบันนี้เทคโนโลยี Cloud Computing ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกับผู้ประกอบธุรกิจที่ได้นำแพลตฟอร์มต่างๆ ของ Cloud Computing นำมาสร้างรายได้ให้กับบริษัทหรือหน่วยงานของตนเอง และวันนี้เราจะพาไปทำความรู้จัก Cloud Computing ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น จากศัพท์ที่พบได้ทั่วไปในวงการ Cloud

 

Hybrid Cloud คืออะไร?

Hybrid Cloud คือ ระบบ Infrastructure ใดๆ ก็ตามที่มีการรวมเอาการทำงานของ Private Cloud และ Public Cloud เข้าไว้ด้วยกัน โดย Cloud ทั้ง 2 โมเดลจะร่วมกันจัดการด้าน Provisioning, Resource, และ Service ต่างๆ ให้เหมาะสมกับผู้เช่าใช้ที่สุด โดย Hybrid Cloud มีความ Flexibility และ Portability สูง สามารถทำงานได้กับหลายระบบปฏิบัติการ ที่สำคัญคือ Solution นี้เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เนื่องจากมีการทำงานด้วยระบบ Encrypted Technology (เทคโนโลยีการเข้ารหัสข้อมูล)

Digital Transformation คืออะไร?

Digital Transformation คือ การเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ทันสมัยกว่า ด้วยวิธีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับใช้ในองค์กรเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดีขึ้น ซึ่งแนวทางการทำงานขององค์กรจะเปลี่ยนไปตามรูปแบบของ Cloud, Social Network, Mobile Platform และ Big Data ที่นำมาใช้งาน โดยมีลักษณะเป็น Data-Driven มากกว่าเดิม หรือมีแรงผลักดันมาจากข้อมูลนั่นเอง

Cloud-Native Applications คืออะไร?

Cloud-native applications คือ โครงสร้าง Application สมัยใหม่ ที่มีมาตรฐานร่วมกัน โดดเด่นด้านความรวดเร็วในการทำงาน สามารถทำงานได้ในทุก Infrastructure ไม่ยึดติดกับ Cloud แบบใดแบบหนึ่ง และมีประสิทธิภาพการ Scalable สูง คือ สามารถทำการ Scale up และ Scale down ได้อย่างรวดเร็ว

Infrastructure as a Service (IaaS) คืออะไร?

IaaS คือ บริการที่ให้เราเข้าถึงระบบ IT Infrastructure รวมไปถึงพวก Resources ต่างๆ เช่น Storage, Network, และ Compute ที่เราต้องการใช้เพื่อรัน Workload ได้แบบ On-demand สามารถเข้าถึงและเลือกใช้ได้ตามใจชอบ โดยจ่ายค่าบริการราคาไม่แพง อิงตามปริมาณการใช้งานจริงเท่านั้น

Platform as a Service (PaaS) คืออะไร?

PaaS คือ Cloud-Based Environment ที่เราสามารถเช่าใช้งานเพื่อพัฒนา ทดสอบ รัน จัดการหรือปรับแต่ง Application เป็นการบริการสภาพแวดล้อมสำหรับ Development โดยที่เราไม่ต้องวุ่นวายเสียเวลาและเสียเงินไปกับการซื้อ สร้าง ดูแล และจัดการ Infrastructure ซึ่งนอกจากจะประหยัดแล้ว ยังช่วยให้ทำงานได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น สามารถเปิดตัว Application ออกสู่ตลาดได้ทันใจ

นี่เป็นเพียงคำศัพท์พื้นฐานน่ารู้ในเบื้องต้นเท่านั้นสำหรับผู้ที่กำลังสนใจเรื่อง Cloud Computing อย่างไรก็ดีจะเห็นได้ว่าบริการ Cloud Computing นำเสนอทางเลือกช่วยประหยัดและช่วยให้ทำงานไวขึ้น สามารถเก็บเกี่ยวกำไรได้อย่างเต็มที่ แถมด้วยค่าเช่าบริการที่ไม่แพง ชวนให้ผู้ประกอบการทั้งหลายต้องนำ Cloud Computing มาปรับใช้กันบ้างเสียแล้ว

 

Cloud Computing อีกหนึ่งรูปแบบบริการคลาวน์ที่คุณต้องรู้

ในทุกวันนี้องค์กรส่วนใหญ่มักใช้วิธีการเช่าคอมพิวเตอร์ในการใช้งานมากขึ้น สาเหตุก็เพราะเพื่อที่จะได้ไม่ต้องซื้อ Hardware และ Software เอง และข้อดีอีกอย่างก็คือ บริการคลาวน์แบบ Cloud Computing จะช่วยลดต้นทุนและความยุ่งยากในด้านโปรแกรมเมอร์ไปได้มากทีเดียว

และผู้ใช้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆในอินเทอร์เน็ตอย่างง่ายดาย เพียงแค่มีโทรศัพท์มือถือ จึงเป็นที่มาว่าทำไม ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือรวมไปถึงสถาบันการศึกษาในไทยจึงหันมาใช้บริการ Cloud Computing มากขึ้น และจุดเด่นของการใช้บริการคลาวน์ Cloud Computing อยู่ที่ความรวดเร็ว

หากองค์กรหรือธุรกิจใดต้องการที่ขยาย Server ก็สามารถทำได้ทันท่วงที จึงเหมาะมากกับการเติบโตของธุจกิจออนไลน์ปัจจุบัน และนั่นก็รวมไปถึงค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon Web service เมื่อปีที่แล้วได้หันตัวมาเปิดตัวบริการคลาวน์ข้อมูลตลาดสำหรับนักวิจับและแพทย์ขึ้น และสิ่งนี้จะช่วยให้นักวิจัยต่างๆสามารวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลประชากร และการแสดงออกของยีนได้อย่างแม่นยำในเชิงและมันเป็นประโยชน์อย่างมากในเรื่องเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดในตอนแรกอาจจะเปิดให้ใช้บริการคลาวน์ตัวนี้ฟรี

ในอนาคตอันใกล้จะมีแนวโน้มที่ผู้วิจัยหรือแพทย์จะให้ความนสนใจและ  Amazon Web Services จะเติบโตเป็นแพลตฟอร์มขนาดใหญ่เลยทีเดียว จะเห็นได้ว่า Cloud Computing ช่างเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังมาแรงในอนาคตอย่างแน่นอนซึ่งบริการคลาวน์ตัวนี้จะต้องสตอบสนองกับ SME เมืองไทยและ start up ไม่มากก็น้อยพราะถือว่าเป็นช่องทางที่ช่วยลดเงินได้มากเพราะไม่ต้องเสียเงินจ้างพนักงานดูแลระบบเมื่อเราอัพเกรดระบบใหม่ๆก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาในการออกแบบใหม่ เพราะบริการคลาวน์จะช่วยจัดการให้

ทำความรู้จักกับกระบวนการทำงานของ ระบบ Cloud

Cloud (คลาวด์) หลายคนคงเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง เพราะตอนนี้ ระบบ Cloud กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่สำหรับใครที่ยังไม่รู้ แต่แค่เคยได้ยิน และอยากทำความเข้าใจว่าระบบ Cloud คืออะไร ทำงานอย่างไร วันนี้เราจะคุณไปรู้จักกับ Cloud (คลาวด์) กันนะคะ

มันคือเทคโนโลยีตัวหนึ่ง ขอยกตัวอย่างการทำงานของ Cloud (คลาวด์) ที่ใกล้ตัวก็คือ คุณใช้ iPhone แต่เมื่อคุณใช้ iPad ทุกอย่างบน iPhone คุณไปอยู่บน iPad Auto หรือแม้การเปลี่ยนโทรศัพท์เพียง Login iCloud ทุกอย่างก็กลับมาหมด อย่างนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวของมนุษย์มากขึ้น

เสมือนเหมือนกับ Server ที่มีไว้เก็บข้อมูลในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ตอบโจทย์กับยุคเทคโนโลยีอย่างมาก ตอนนี้ Cloud (คลาวด์) กลายเป็นส่วนที่สำคัญมากทีเดียวกับบริษัทใหญ่ ผู้ใช้บริการ Cloud ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูลอย่างรอบคอบ Cloud (คลาวด์) ในที่นี้เรียกว่า Private Cloud   หรือเรียกง่ายๆว่า Cloud (คลาวด์)

ส่วนตัวใช้ในแต่ละแผนกขององค์กรเข้ามาใช้งานได้ ในต่างประเทศนิยมใช้  Cloud (คลาวด์) เป็น Server มาก เพราะเวลาเราไม่ได้ไปทำงานในออฟฟิศ ก็สามารถซิงค์ข้อมูลกับอุปกรณ์และสามารถทำงานที่บ้านได้

อย่างไรก็ตาม  Cloud (คลาวด์) ก็พยายามเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยในวงไอทีธุรกิจมากขึ้น ควรคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอย่างมาก แต่ Cloud (คลาวด์) ก็ยังเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ให้มนุษย์ได้สะดวกสบาย เพราะ Cloud (คลาวด์) สามารถเรียกข้อมูลคืนได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องเสียเวลาไปให้ร้านหรือคนที่เป็นไอทีมาแก้ไขให้ เพียงแต่เรา Login ในระบบ Cloud ก็สามารถกู้ข้อมูลมาได้อย่างง่ายดาย

เรียกได้ว่าเราสามารถแก้ปัญหาเองได้อย่างง่ายดาย  เห็นไหมละค่ะว่า Cloud (คลาวด์) คือเรื่องใกล้ตัวและมีอิทธิพลอย่างมากในการใช้ชีวิตในการทำงานของเรา

training.nipa.cloud เปิดคอร์ส เปิดหลักสูตร ฝึกอบรม Cloud OpenStack หลักสูตรและวิทยากรได้รับการรับรองจาก Mirantis หลักสูตรอบรมเป็นภาษาไทย งานสัมมนาด้านเทคโนโลยี Cloud

บริการ Virtual Private Cloud คลาวด์ส่วนตัวความปลอดภัยสูง

Virtual Private Cloud ยังคงอยู่ในกระแสและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยี Cloud มาปรับใช้ภายในองค์กร โดยองค์กรมีฐานข้อมูลอยู่แล้ว ผู้บริหารองค์กรส่วนใหญ่ ร้อยละ 75 ให้ความสนใจกับระบบคลาวด์ค่อนข้างมาก เพราะ บริการ Virtual Private Cloud ให้ความปลอดภัยสูงและรัดกุมเป็นอย่างมาก ซึ่งมากกว่าบริการ Public Cloud ถ้าเปรียบเทียบความสนใจแล้ว แน่นอนว่า Private Cloud ได้รับความสนใจมากกว่า  

บริการ Virtual Private Cloud เป็นคลาวด์ส่วนตัวที่ใช้ภายในองค์กรเท่านั้น แต่ก็รันอยู่บนคลาวด์สาธารณะ Public cloud ซึ่งสะดวกต่อการใช้งานเป็นอย่างยิ่ง ในแต่ละองคก์กร การทำ Private Cloud จะมีการตั้ง Hardware และ Software เพื่อใช้เป็นพื้นฐานการทำ Cloud Datacenter ขึ้น เพื่อให้แต่ละฝ่ายในองค์กรสามารถเข้าใช้งาน Private Cloud ได้ และสิ่งที่ทำให้องค์กรเชื่อมั่นที่จะใช้ก็คือข้อมูลที่อยู่บนคลาวด์มีความปลอดภัยสูง เพราะเก็บไว้ภายใน Datacenter ของตนเอง จึงสะดวกทั้งต่อการเข้าใช้งานและระบบรักษาความปลอดภัย

ระบบนี้เป็นระบบแบบ Multi-tenants โดย Resource ทุกอย่างอยู่บน Infra เดียวกันทั้งหมด เปรียบเสมือนว่าเราคือหน่วยย่อยของ Dedicated Cloud อีกที และ feature function บางอย่างอาจจะน้อยกว่า ซึ่งเหมาะกับในหลายองค์กร โดยเฉพาะในองค์กรที่พึ่งเริ่มหรือองค์กรขนาดเล็ก ซึ่งสามารถใช้ Virtual Data Center ของตนเองได้ทันที เนื่องจากมีราคาไม่สูงมากและความสามารถพื้นฐานมีให้ครบทั้งหมด

จากการเติบโตของจำนวนธุรกิจที่เพิ่มขึ้นสูงเรื่อยๆ ระบบ Cloud จึงมีแนวโน้มในการใช้บริการสูงขึ้นตามไปด้วย Private Cloud ก็ยังเป็นอีกหนึ่งบริการที่นักธุรกิจนิยมเลือกใช้ โดยเทคโนโลยีนี้ได้รวบรวมทรัพยากรไอทีของคุณไว้เป็นหนึ่งเดียว ทำให้องค์กรสามารถทำงานได้อย่างสะดวกและคล่องตัว ช่วยให้การทำงานรวดเร็วขึ้นและตอบสนองความต้องการได้มากยิ่งขึ้น และที่สำคัญ Private Cloud ที่สร้างบน Windows Server Hyper-V และ System Center ซึ่งช่วยสร้างสภาวะแบบคลาวด์ เพื่อเปลี่ยนโฉมบริการด้านไอทีในทีมงานของคุณ ให้ตอบสนองโจทย์ทางธุรกิจได้อย่างแท้จริง

Cloud Computing ช่วยธุรกิจคุณได้อย่างไร

หากพูดถึง Cloud Computing เชื่อว่ายังมีผู้ประกอบการอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้จักกับเจ้าเทคโนโลยีใหม่ตัวนี้ แม้ว่าจะมีการพูดถึงกันมากขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม ดังนั้นเราลองมาทำความรู้จักกับ Cloud Computing เทคโนโลยีที่ว่านี้ช่วยธุรกิจคุณได้อย่างไร

Cloud Computing คือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนรูปแบบการทำงานบนคอมพิวเตอร์จากการมีเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัว ไปเป็นการเก็บข้อมูล และประมวลผลผ่านระบบของผู้ให้บริการ (Cloud Provider) ผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถซื้อหรือเช่าบริการเท่าที่ต้องการ โดยไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องการจัดการ และสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีอย่าง Computer Smartphone หรือ Tablet Cloud Computing สามารถแบ่งออกเป็นระบบคลาวด์ส่วนบุคคล (Private Cloud) และระบบคลาวด์สาธารณะ (Public Cloud)

• ระบบคลาวด์ส่วนบุคคล

เป็นระบบที่ถูกสร้างขึ้นมาใช้งานและบริหารจัดการกันเองภายในองค์กร โดยระบบสามารถติดตั้งภายในหรือภายนอกองค์กรก็ได้ แต่ใช้งานผ่าน Private network ซึ่งข้อดีของระบบคลาวด์ส่วนบุคคลคือมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากสามารถควบคุมระบบภายในของตนเอง แต่ข้อด้อยคือมีต้นทุนการใช้งานค่อนข้างสูง

• ระบบคลาวด์สาธารณะ

เป็นการใช้งานของระบบการเก็บข้อมูล การประมวลผล ร่วมกันหลายๆ องค์กรโดยมี Cloud provider เป็นผู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต โดย Cloud provider จะเป็นผู้กำหนดสิทธิ์การใช้ทรัพยากรของระบบให้แก่ผู้ใช้แต่ละราย ทำให้ระบบคลาวด์สาธารณะได้รับความนิยมมากกว่าในปัจจุบัน เนื่องจากการเติบโตของผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต และการใช้อุปกรณ์พกพาอย่าง Smartphone และ Tablet ที่ทำให้ความต้องการการเข้าถึงข้อมูลทุกที่ทุกเวลาของผู้ใช้งานมีจำนวนสูงขึ้น และนอกจากจะตอบสนองความต้องการดังกล่าวแล้ว Cloud Computing ยังถูกนำมาใช้ในภาคธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนในการลงทุนด้าน IT

สำหรับธุรกิจในไทยเล็งเห็นความสำคัญของระบบ Cloud มากขึ้น หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2011 การใช้จ่ายในระบบ Cloud Computing ของไทยเติบโตจาก 32 เปอร์เซ็นต์ เป็น 50 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2012 ซึ่งเหตุผลหนึ่งที่ Cloud เติบโตดี คือหลายบริษัทที่ประสบปัญหาเซิร์ฟเวอร์ได้รับความเสียหาย ข้อมูลที่สำคัญไม่สามารถกู้คืนมาได้ จึงเริ่มเห็นถึงความสำคัญของ Cloud computing

แต่ปัญหาเรื่อง ระบบโครงข่ายการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตของไทย ความปลอดภัยของข้อมูล และการสนับสนุนจากภาครัฐยังเป็นอุปสรรคที่ทำให้ไทยมีการใช้ Cloud Computing เป็นสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ จากการวิเคราะห์ดัชนีความพร้อมของการใช้งาน Cloud Computing ของประเทศในเอเชียแปซิฟิกที่จัดอันดับโดย Asia Cloud Computing Association คิดจากความพร้อมในการใช้งาน Cloud Computing ในด้านต่างๆ เช่น ความปลอดภัยของข้อมูล ความพร้อมของระบบ Broadband เป็นต้น พบว่าไทยถูกจัดอันดับไว้อยู่ในกลุ่มรั้งท้ายที่สุดทั้งในด้าน Index

อย่างไรก็ดี SME ควรนำระบบ Cloud Computing มาใช้งาน IT มากขึ้น เนื่องจากลักษณะของการจ่ายตามที่ใช้งานเหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน ซึ่งทำให้ไม่จำเป็นต้องลงทุนมหาศาลสำหรับการใช้งานใน Scale เล็ก