กลิ่นน้ำหอม

มีหลายครั้งที่เราเดินผ่านคนๆ หนึ่ง หรือบางครั้งได้กลิ่นน้ำหอมจากเพื่อนแล้วรู้สึกชอบในกลิ่นนั้นจนต้องไปถามเพื่อหาซื้อมาใช้ แต่พอลองเอามาใช้เองแล้วกลับรู้สึกว่ากลิ่นน้ำหอมเปลี่ยนไป ไม่เหมือนที่เราได้กลิ่นจากเพื่อนหรือจากเคาน์เตอร์น้ำหอมตอนซื้อเลย ทำไมน้ำหอมขวดเดียวกัน กลิ่นเดียวกัน แต่พอลองใช้แล้วกลับได้กลิ่นที่แตกต่างกันออกไป เรามีเหตุผลง่ายๆ อยู่ 2 ข้อมาอธิบายให้ฟัง

เหตุผลที่ 1 คือ ระดับความหอม

น้ำหอมแต่ละขวดเมื่อทำการฉีดแล้วจะเกิดปฏิกิริยา และการเปลี่ยนแปลง เมื่อเวลาผ่านไปกลิ่นจะเปลี่ยนไปตามระดับ เรียกว่า “Note” ซึ่งมีทั้งหมด 3 ระดับด้วยกัน

ระดับที่ 1 Top Notes เป็นกลิ่นแรกของน้ำหอมที่เราฉีดออกมา กลิ่นมีความเข้มข้นสูง และจะหอมอยู่นานในช่วง 10-15 นาทีแรก

ระดับที่ 2 Middle Notes เริ่มระเหยส่งกลิ่นหอมออกมา จะอยู่นาน 2-3 ชั่วโมง

ระดับที่ 3 Base Notes เป็นกลิ่นที่ติดนานคงทน 4-6 ชั่วโมง และเป็นกลิ่นเรียบๆ ไม่ฉุน ไม่หวือหวาเหมือนกับระดับแรก แต่เป็นกลิ่นน้ำหอมที่สำคัญที่จะทำให้น้ำหอมบนตัวแต่ละคนมีกลิ่นที่ไม่เหมือนกัน

เหตุผลที่ 2 คือ Body Chemistry

สาเหตุที่มีผลกับกลิ่นน้ำหอมมากที่สุด คือกลิ่นตัวของผู้ใช้น้ำหอม โดยกลิ่นตัวของแต่ละคนก็จะมีความแตกต่างกันออกไป ซึ่ง Body Chemistry นี่เองที่จะไปทำปฏิกิริยา หรือผสมผสานเข้ากับกลิ่นหอมในระดับที่ 3 ของน้ำหอม (Base Notes) กลายเป็นกลิ่นหอมที่มีความอ่อนไหวเมื่อผสมเข้ากับกลิ่นธรรมชาติของร่างกายแต่ละคน และกลายเป็นกลิ่นที่แปลกใหม่เฉพาะตัวออกมา

ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าเราซื้อผิดกลิ่น หรือเผลอไปซื้อของปลอมมาหรือเปล่า เพราะเจ้า Body Chemistry นี่แหละที่เป็นสาเหตุหลักๆ ที่ไม่ว่าเราจะซื้อน้ำหอมกลิ่นเดียวกันกับเพื่อนมาฉีดเท่าไรก็จะได้กลิ่นหอมที่ออกมาไม่เหมือนกันอยู่ดี

ความจริงของน้ำหอม

น้ำหอมจำนวนมากบนโลกล้วนประกอบไปด้วยส่วนผสมของธรรมชาติ โดยเฉพาะดอกไม้ซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ดอกไม้ในน้ำหอมมีประวัติอันยาวนาน กลิ่นของมันจะให้ความรู้สึก สวย เซ็กซี่ และสดชื่น

เมื่อมีคนฉีดน้ำหอมที่มีส่วนผสมของดอกไม้คนรอบข้างจึงรู้สึกราวกับอยู่กับธรรมชาติ แต่น้ำหอมบางชนิดก็มีส่วนผสมของสารสังเคราะห์ เพราะน้ำหอมจำนวนมากประกอบด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ แต่ไม่ใช่น้ำหอมทั้งหมด

ต้นทุนของส่วนผสมจากธรรมชาติแบรนด์ส่วนใหญ่ไม่สามารถจ่ายได้ สำหรับกลิ่นที่เฉพาะใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติตลอดเวลาเป็นเรื่องยากเกินไป ทำให้หลายๆแบรนด์หันมาพึ่งสารสังเคราะห์มากกว่าเดิม ถึงแม้ส่วนผสมจากธรรมชาติจะมีมีความสวยงามและซับซ้อน

แต่การตลาดน้ำหอมในปัจจุบันได้เปลี่ยนไป ในแง่ของการปรุงน้ำหอมระหว่างสารสังเคราะห์และธรรมชาติหลายๆ แบรนด์ทำออกมาได้ดี แต่เดิมอาจจะไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควรเพราะถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ส่วนผสมสังเคราะห์เป็นสิ่งที่ดีและมีความเป็นไปได้หลายอย่างแต่หลายคนจะคุ้นชินกับน้ำหอมที่มีความเป็นธรรมชาติมากว่า

แต่ข้อดีของการใช้การสังเคราะห์คือลดการจัดหาวัตถุดิบทางธรรมชาติและทำให้น้ำหอมถูกลง อย่างไรก็ตามน้ำหอมไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง ราคาของน้ำหอมหลายแบรนด์เพิ่มขึ้นส่วนมากไม่ได้เป็นส่วนผสม แต่ส่วนใหญ่จะแพงเพราะแคมเปญการตลาดและค่าออกแบบแฟชั่นหรือคค่าบรรจุภัณฑ์

ประสบการณ์เลือกน้ำหอม

น้ำหอมถือว่าเป็นวัตถุดิบหลักของอายธรรมนับหลายศตวรรษตั้งแต่ในสมัยโบราณจวบจนสมัยปัจจุบัน มีผู้คนมากมายที่ต้องพึ่งพากลิ่นหอมเพื่อจุดประสงค์ในการตกแต่งถ่ายทอดข้อมูลเกี่ยวกับตัวเอง รวมไปถึงกระตุ้นความทรงจำ และใช้น้ำหอมในการบำบัด อย่างไรก็ตามน้ำหอมเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งมีผลต่อ อารมณ์ ความรู้สึก หากคุณมีประสบการณ์ต่างๆ ในชีวิตก็จะช่วยการเลือกน้ำหอมเป็นเรื่องที่ง่าย…

1.กลิ่นเดียวกันแต่กลิ่นไม่เหมือนกัน

เคยสังสัยมั้ยน้ำหอมกลิ่นเดียวกันแต่ทำไมฉีดในแต่ละบุคคลถึงไม่เหมือนกัน สำหรับเรื่องนี้ในทางวิทยาศาสตร์ได้อธิบายไว้ว่าสารเคมีในร่างกายแต่ละคนมีอิทธิพลต่อการตอบสนองของผิวหนัง เพราะฮอร์โมนทำให้กลิ่นของน้ำหอมในแต่ละคนหอมไม่เหมือนกัน

2.น้ำหอมและสมอง

ก่อนอื่นคุณต้องเข้าใจก่อนว่าความรู้สึกส่งผลต่อน้ำหอม เพราะกลิ่นหอมมีกลไกบางอย่างที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงกันอย่างไม่มีข้อผูกมัดกับระบบ limbic ในด้านอารมณ์และความรู้สึก ทำให้กลิ่นสามารถกระตุ้นให้มนุษย์มีอารมณ์รุนแรง กระตุ้นความทรงจำ ช่วยส่งเสริมบุคลิก และส่งผลต่อสุภาพและพฤติกรรมได้อีกด้วย

3.น้ำหอมและประสบการณ์

การที่เราจะตอบสนองต่อกลิ่นใดๆ อาจจะเป็นเพราะเรามีประสบการณ์ส่วนตัวลึกซึ้งกับกลิ่นก็ได้ ซึ่งมีงานวิจัยเร็วๆ นี้ได้ชี้ให้เห็นว่ากลิ่นบางกลิ่นอาจถูกเข้ารหัสเป็นยีนของเราจึงทำให้รู็สึกรักกลิ่นนั้นเป็นพิเศษ

ฉีดน้ำหอมให้ติดทน

ถ้าคนไม่เคยสังเกตว่า มีด้วยหรอ วิธีฉีดน้ำหอมให้ติดทนนานกว่าปกติ เพราะปกติฉีดเสร็จ เราก็ไม่ค่อยมาสนใจหรอก ว่าเจ้าน้ำหอมเนี้ย มันจะหมดกลิ่นไปตอนไหน แค่รู้ว่าฉีดช่วงแรกๆ ก็หอมดี แต่พอช่วงเย็นๆ ก็ไม่ค่อยได้กลิ่นแล้ว

หลายคนฉีดน้ำหอมไปแล้วกลิ่นไม่ทน 3-4 ชั่วโมงกลิ่นก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว เป็นคำถามคาใจหลายๆคน งั้นเอามาลองเปลี่ยนการฉีดๆลงเสื้อธรรมดาเป็นการฉีดน้ำหอมแบบมีทริค 5 วิธีกัน

1.หลังใบหูทั้งสองข้าง

เรียกว่าเป็นบริเวณยอดฮิตของสาวๆส่วนใหญ่ที่นิยมกันฉีด เพราะบริเวณนี้ติดทนนาน และเมื่อเวลาเดินผ่านคนอื่นจะได้กลิ่นของน้ำหอมจากบริเวณนี้อย่างชัดเจน.

2.ข้อพับแขน

เพราะว่าบริเวณนี้เป็นช่วงที่ต้องเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ทุกๆที่สาวๆเคลื่อนไหว กลิ่นของน้ำหอมก็จะฟุ้งออกมาตามแรงเหวี่ยงของแขนที่ขยับ

3.เส้นผม

นำหวรมาฉีดน้ำหอมลงไป จากนั้นแปรงให้ทั่วศรีษะเพียงเท่านี้สะบัดกี่ครั้งก็จะได้กลิ่นของน้ำหอมทั้งวัน

4.ฉีดแล้วเดินผ่าน

วิธีนี้อาจจะทำให้สาวๆเปลืองน้ำหอมไปหน่อย แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นเพราะสาวๆฉีดน้ำหอมแล้วเดินผ่านละอองเหล่านั้นจะทำให้ติดไปทั้งร่ายกาย จะดมตรงไหนก็หอมไปหมด

5.ทาโลชั่นก่อน

กาทาโลชั่นก่อนที่ฉีดน้ำหอมลงบนผิว เป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้น้ำหอมของผู้หญิง ติดทนานรู้แบบนี้แล้วอย่าลืมไปทำตามวิธีทั้ง 4 ข้อเพื่อให้น้ำหอมผิวให้นานทั้งวันนะคะ

ที่มา : https://www.ceresathailand.com/

รู้จัก OpenStack

คุณรู้จัก OpenStack มากน้อยแค่ไหน แล้วรู้สึกไหมว่า ในยุค 4.0 นี้ เราเห็นคำว่า OpenStack ผ่านตามากมายจากหลายที่ นั่นเพราะเป็นเทคโนโลยี ที่กำลังมาแรงในขณะนี้ สำหรับใครที่ยังไม่มีความรู้ในเรื่องของ OpenStack เลยว่ามันคืออะไร วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จัก เพื่อเป็นประโยชน์ในธุรกิจของตัวคุณเอง

ปัจจุบัน OpenStack ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างกว้างขวางจากกว่า 250 องค์กรใน 130 ประเทศทั่วโลก ในฐานะ Open Source สำหรับ Private Cloud แต่อะไรทำให้ OpenStack มีความโดดเด่นเกินหน้าเกินตาคู่แข่งรายอื่นอย่าง Amazon EC2 กันล่ะ? บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ OpenStack และเปิดเผยองค์ประกอบเด่นๆ ของมันกัน

OpenStack ในฐานะแพลตฟอร์มแบบ Open source

NASA และ Rackspace เป็นผู้เริ่มต้นพัฒนา OpenStack ก่อนจะเปิดเป็น Open source ให้เหล่าโปรแกรมเมอร์สามารถนำไปพัฒนาต่อได้ตามต้องการ โดยตรวจสอบ Source code ได้ทาง GitHub ทั้งนี้พวกโปรแกรมเมอร์ผู้พัฒนาระบบ OpenStack เองก็ทำงานให้กับองค์กรใหญ่ที่นำ OpenStack ไปใช้ด้วยเหมือนกัน เช่น Rackspace และ PayPal เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีโปรเจ็คเกี่ยวกับ OpenStack อีกหลายโครงการ ซึ่งส่วนมากก็เป็นโปรเจ็คเฉพาะด้าน เช่น การติดตั้งแบบ bare-metal ผู้ที่สนใจจะเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้งาน OpenStack หรือจะทดลองใช้ ทาง OpenStack ก็มี Development Version ให้ลองเล่นกันได้โดยนำไปติดตั้งบน Ubuntu Linux หรือจะใช้ OpenStack Autopilot wizard ในการสั่ง Deploy ก็ได้ ส่วน Source code ก็ไม่จำเป็น เพราะ OpenStack สามารถหาได้จาก Python package โดยใช้ Tools ชื่อ apt-get ในการติดตั้ง

รู้จัก Ecosystem ของ OpenStack

สิ่งที่เหมือนกันของ OpenStack กับ Amazon EC2 คือ ผู้ใช้สามารถ Provision VM จาก dashboard หรือ API ได้ แต่ข้อแตกต่างหลักๆ นอกจากเรื่องที่ OpenStack เป็นบริการฟรี คือ Amazon EC2 เป็นบริการ Public Cloud เท่านั้น ส่วน OpenStack ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะใช้เป็นบริการ Private Cloud ของ OpenStack เอง หรือจะสมัครไปใช้ Public Cloud จากตัวแทนผู้ให้บริการของ OpenStack ก็ได้

OpenStack ในความจริงไม่ใช่ Hypervisor แต่ OpenStack เป็นโครงสร้างที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำงานร่วมกับ Hypervisor ที่แตกต่างกันหลายๆ เครื่อง โดย User สามารถเลือกได้ว่าจะ Deploy Hypervisor บนตัวเครื่อง (machine) หรือบน OS ที่ built-in มากับ Hypervisor เช่น Linux KVM เป็นต้น นอกจากนี้ OpenStack ยังทำให้ User สามารถนำ VM ไปติดตั้งบน Bare-Metal Server (เซิร์ฟเวอร์สำหรับผู้ใช้คนเดียว) ได้อีกด้วย

Component หลักของ OpenStack

  • Horizon (Dashboard) : เป็น User Interface (UI) แบบ Web-based
  • Nova (Compute) : ประกอบด้วย Controller และ Compute Nodes ที่ดึง VM image มาจาก OpenStack image service และสร้าง VM บนเซิร์ฟเวอร์ที่เราต้องการ โดยมี APIs ที่แตกต่างกันตามแต่ Platforms เช่น XenAPI, VMwareAPI, libvirt for Linux KVM (QEMU), Amazon EC2, และ Microsoft Hyper-V เป็นต้น
  • Neutron (Networking) : สำหรับสร้าง Virtual Network และ Network Interface อีกทั้งยังทำหน้าที่เชื่อมต่อกับ Networking Products จากตัวแทนผู้ให้บริการอื่นๆ
  • Swift (Object storage) : มีหลักการทำงานเหมือน Amazon S3 โดยจะบันทึกข้อมูลแบบเดี่ยว อย่าง Image เก็บไว้โดยใช้ระบบ REST Web service
  • Cinder (Block storage) : คล้ายกับ Swift โดยจะเก็บ disk file ต่างๆ เช่น Log และเปิดให้เราสามารถเพิ่มเติมข้อมูลเข้าไปได้ ในขณะที่ Swift จะให้เก็บแทนที่ของเดิมเท่านั้น
  • Keystone (identity storage) : เป็นตัวคำสั่งที่เปิดให้ User และ Process สามารถเข้าถึง Tools ต่างๆ ของ OpenStack ได้โดยสร้าง Autentication Token ขึ้นมา
  • Glance (Image service) : เป็นตัวหลักของ OpenStack ในฐานะ Cloud Operating System คือ การสร้าง VM image ขึ้นมา โดย Glance คือแคตตาล็อครวม VM ที่เราอัพโหลดเอาไว้และเปิดให้ใช้กันภายในองค์กร
  • Trove (database server) : เป็นตัวสนับสนุนการทำงานของ Database ที่ต่างกัน

นอกจากนี้ Component พวกนี้ของ OpenStack ยังใช้ MySQL database ที่หลากหลาย สามารถทำงานร่วมกับ Python รวมทั้งใช้ Command line interface ของ Python ได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น

คำสั่งดาวน์โหลด Keystone จากเซิร์ฟเวอร์ Linux ที่เก็บข้อมูลเอาไว้แบบ Public

apt-get install keystone python-keystoneclient

คำสั่งสร้าง User บน Keystone

keystone user-create –name Sam –description “Sam”

คำสั่งลิสต์ชื่อ VM images ด้วย Nova

nova image-list

คำสั่งเปิด Python Shell ก็ทำได้ง่ายๆ แค่พิมพ์ Python แล้วตามด้วย

from keystoneclient.v2_0 import client

หรือถ้าใครไม่คล่อง Python CLI (Command Line Interface) จะสลับไปใช้ Dashboard แบบคลิกก็ได้เหมือนกัน

มิวเซียม

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่โลกของกลิ่นหอมและน้ำหอม เรื่องราวของน้ำหอมได้มีจุดเริ่มมาตั้งแต่สมัยโบราณคงไม่น่าแปลกที่จะมีพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำหอมเกิดขึ้นมากมายทั่วทุกมุมโลก

หากคุณได้ไปเยือนสักครั้งก็จะรู้ว่าพิพิธภัณฑ์เหล่านั้นเต็มไปด้วยบรรยากาศของกลิ่น อุดมไปด้วยสาระสำคัญอันลึกลับที่พร้อมให้คุณได้ดื่มด่ำกับความสุขในช่วงเวลาของความสงบในเมืองบ้านเกิดของน้ำหอม พิพิธภัณฑ์ Aromatic หนึ่งในมนต์เสน่ห์ของน้ำหอมได้เปิดตัวขึ้นในเดือนธันวาคม

โดยมีจุดประสงค์การสร้างขึ้นเพื่อฉลองประวัติศาสตร์และผลกระทบของอุตสหกรรมน้ำหอม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสัญญาลักษณ์และวัฒนธรรมของฝรั่งเศสที่มีความเป็นประเทศอันดับต้นๆ ของการส่งออกน้ำหอม พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีขนาด 15,000 ตารางฟุต

ตั้งอยู่ในคฤหาสน์ที่ 73 rue du Faubourg Saint Honoré ในเขตปกครองตนเองที่ 8 ของเมืองหรูในกรุงปารีส ส่วนภายในจะประกอบไปด้วยหอเกียรติยศแสดงน้ำหอมที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลกกว่า 50 แห่ง รวมทั้งจัดการแสดงที่เรียกว่า “The Art of the Perfumer”

เพื่อแสดงให้เห็นว่ากลิ่นถูกสร้างขึ้นมาตั้งอารยธรรมโบราณและยังคงสืบเนื่องมายังปัจจุบัน และอีกหนึ่งไฮไลท์ของพิพิธภัณฑ์ก็คือเยี่ยมชมตัวอย่างไคเฟิตรสเผ็ดหวานที่ชาวอียิปต์โบราณเลือกใช้ในการปรุงน้ำหอม พร้อมกับดมกลิ่นน้ำหอมสมุนไพรที่รายล้อมอยู่รอบตัวเหมือนกับตกอยู่ในโลกของน้ำหอมอย่างสมบูรณ์แบบ

ส่วนผสมของน้ำหอม

คุณเคยสงสัยบ้างมั้ย? ในน้ำหอมหนึ่งขวดสามารถปรุงมาจากส่วนผสมอะไรได้บ้าง ถ้าให้ลองจินตนาการดูเชื่อว่าคุณคงจะนึกถึง ดอกไม้ ต้นไม้ต่างๆ

แต่ส่วนผสมที่เราจะพูดถึงวันนี้แตกต่างออกไปและเป็นหนึ่งในส่วนผสมล้ำค่ามาจากธรรมชาติอย่างแท้จริงนั่นก็คือ “อุจจาระของวาฬสเปิร์ม”

แอมเบอร์กริสเป็นส่วนผสมจากอุจจาระของวาฬสเปิร์ม ซึ่งในปัจจุบันถูกนำมาใช้ในน้ำหอมชื่อดังหลายกลิ่นที่นิยม โดยแอมเบอร์กริสมีลักษณะเป็นของแข็งและมีสารขี้ผึ้งในระบบย่อยอาหารของปลาวาฬสเปิร์ม

โดยจะมีกลิ่นที่หอมหวานเนื่องจากเป็นส่วนผสมที่มีความเป็นธรรมชาติสูงและถือว่าเป็นหนึ่งในส่วนผสมที่มีราคาแพงที่สุดในโลก ส่วนที่มนั้นก็มาจากแอมเบอร์กริสถูกส่งผ่านไปยังอุจจาระและถูกปลาวาฬสลายตัวโดยอาศัยอวัยวะภายใน

โดยทั่วไปแล้วเราสามารถพบก้อนนี้ได้จากการลอยตัวตามทะเลและตามแนวชายฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติกหรือบนชายฝั่งของบราซิลและมาดากัสการ์บนชายฝั่งของทวีปแอฟริกา

นอกจากนั้นแอมเบอร์กริสยังเป็นส่วนผสมของน้ำหอมที่เป็นที่นิยมมาตั้งแต่สมัยโบราณเนื่องจากอาจมีคุณสมบัติในการตรึงที่ยอดเยี่ยม ซึ่งชาวอียิปต์โบราณ ชาวโรมัน ชาวกรีก และชาวอาระเบียใช้แอมเบอร์กริสในการผลิตน้ำหอม แต่ในเอเชียโบราณได้นำมาใช้เป็นเครื่องเทศมากกว่าการปรุงน้ำหอม

อย่างไรก็ตามแอมเบอร์กริสก็ควรถูกนำไปใช้ในอุตสหกรรมมากที่สุดเพราะมีกลิ่นหอมที่ซับซ้อน หวานราวกับว่ามีดินและกลิ่นทะเลรายล้อม จึงไม่น่าแปลกใจทำไมส่วนผสมของแอมเบอร์กริสถึงมีค่าแพงที่สุดในโลก

มอบน้ำหอมเป็นของขวัญ

น้ำหอมคือของขวัญที่สมบูรณ์แบบ” ทำไมคุณจะต้องเลือกของขวัญจากร้อยๆ บนโลกนี้ น้ำหอมไม่ใช่แค่สิ่งของขวัญทั่วๆ ไป

 

ไม่ใช่สินค้าอเนกประสงค์ ของขวัญที่ให้ด้วยน้ำหอมจะมีความละเมียดละไมอยู่ พิถีพิถัน และความใส่ใจ โดยที่ผู้รับสามารถรับรู้ได้ด้วยความรู้สึก

 

และหากคุณจะซื้อน้ำหอมให้เป็นของขวัญให้ใครสักคนล่ะก็คุณคิดไม่ผิดค่ะ น้ำหอมสามารถเป็นของขวัญที่ล้ำค่า ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นและมีประโยชน์แก่ผู้รับ เช่น สามารถสร้างความสดชื่น สามารถฉีดน้ำหอมได้ทุกวัน

 

การให้น้ำหอมเป็นของขวัญเป็นอีกหนึ่งอย่างที่แสดงให้เห็นว่าคุณได้ใส่ใจเค้ามากกว่าคนอื่น น้ำหอมมีความหมายที่ลึกซึ้งตั้งแต่ตัวบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามยันกลิ่นน้ำหอมอันเย้ายวน

 

ซึ่งแน่นอนแหละว่าคุณได้ใส่ใจมากในการเลือกกลิ่น หากคุณไม่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้รับของขวัญเป็นอย่างทีคุณจะเลือกน้ำหอมไม่ได้แน่นอน

 

คุณต้องหมั่นสังเกตเริ่มคิดถึงลักษณะบุคลิกของผู้รับว่าเป็นอย่างไรจึงจะทำให้เลือกน้ำหอมได้เหมาะกับผู้รับ นอกจากนี้เมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้รับของขวัญฉีดน้ำหอมพวกเขาก็จะคิดถึงคุณ

 

นั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้น้ำหอมเหมาะแก่การมอบเป็นของขวัญเพราะน้ำหอมคือสัญลักษณ์แห่งความรักและความใส่ใจ สุดท้ายนี้น้ำหอมยังคงเป็นของขวัญสุดล้ำค่าเพราะเป็นสิ่งที่คนไม่ได้ซื้อบ่อยนักและแสดงถึงความหรูหรา ความเอาใจใส่ มีความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับในขวดเดียว

 

OpenStack พร้อมนำ Liberty มาสู่ Cloud

ในตอนนี้ Amazon Web Service (AWS) กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นที่หนึ่งของ Public Cloud หากพูดกันจริงๆแล้ว Private Cloud ยังไงๆ ก็ต้องยกนิ้วให้กับ OpenStack ซึ่งเป็น Open Source ที่รองรับการทำงาน Private Cloud สุดเจ๋ง พูดได้เลยว่าหากไม่มี Cloud Technology Platform ไหนได้รับการสนับสนุนและถูกนำมาใช้งานมากเท่ากับ OpenStack ซึ่ง OpenStack นี้มันเกิดจากการร่วมมือของ NASA และ Rackspace ในปี 2010 ก่อนจะเติบโตขึ้นมาในฐานะ Open source โดยมีผู้ให้การสนับสนุนมากมาย ทั้ง HP, IBM, Intel, Cisco, Dell, EMC, VMware, Symantec, Huawei, และ Yahoo เป็นต้น

 

แต่จริงๆแล้วใครบ้างล่ะที่ใช้ OpenStack?

แต่เหล่าผู้สนับสนุนเป็นเพียงแค่ครึ่งเดียวของผู้ใช้ OpenStack เท่านั้น ดูได้จากภายในงาน OpenStack Summit ที่ผ่านมา มีผู้ค้าระดับโลกอย่าง Walmart ได้ออกมาพูดถึงการใช้งาน OpenStack กับระบบการจัดการ Ecommerce ว่ามันสามารถสร้างความสำเร็จมหาศาลได้ นอกจากนี้ OpenStack ยังเป็นเบื้องหลังความสำเร็จของทั้ง eBay, Paypal, Comcast, Time Warner Cable และ Bestbuy ส่วนทาง NASA เองก็เป็นอีกหนึ่งผู้กำลังใช้ OpenStack เป็นรากฐานพัฒนาเทคโ

โลยีพามนุษย์ไปสู่ดาวอังคาร เอาล่ะเรามาทำความเข้าใจกันเสียหน่อยว่าแท้จริง OpenStack ไม่ใช่ Homogeneous Cloud Product หรือผลิตภัณฑ์ Cloud ที่อยู่ภายใต้ผู้ให้บริการรายเดียวแบบเสร็จสรรพ ตั้งแต่ Hypervisor ยัน Management Layer  และ OpenStack ก็ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ Virtualization Hypervisor แต่อย่างใด OpenStack เป็นเพียงแพลตฟอร์มผสานการทำงาน หรือ Integration Platform เท่านั้น โดย OpenStack จะเป็น Framework ที่มาพร้อมกับ API และ Tool สำหรับ Cloud Service พวก Product และ Technology ต่างๆ จะถูก Integrate และ Deploy ภายใน Framework นี้ เพื่อสร้าง OpenStack Cloud ขึ้นมาเท่านั้น

 

ทำความรู้จักกับ Open Container Initiative

Open Container Initiative (OCI) เป็นการพัฒนาภายใต้ Linux Foundation หนึ่งในโปรเจกต์การออกแบบระบบ Container ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นมา โดยเปิดตัวตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายนในปีที่ผ่านมา ตัวเทคโนโลยีนี้เป็นสิ่งใหม่ที่มีการพัฒนาขึ้นซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างจากตัวอื่นคือมีขนาดเล็ก ตัวโครงสร้างออกแบบมาแบบ Open governance โดยตัวOCI นี้ถูกใช้อย่างกว้างขวางในองค์กรชั้นนำ เช่น Amazon Web Services, Docker, CoreOS, Microsoft, VMware, EMC เป็นต้น จะเห็นได้ว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ส่วนมากให้ความสำคัญกับระบบนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐาน

เรามาทำความเข้าใจเพิ่มเติมว่าโปรเจกต์ OCI นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร โปรเจกต์นี้เกิดขึ้นจากการสนับสนุนของ Docker ถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มนักพัฒนาที่ให้ความสนใจ container-based virtualization ซึ่งถือได้ว่าเป็นทางเลือกสำหรับหลายองค์กรที่ต้องการระบบที่ได้คุณภาพ เป็นอีกทางเลือกที่ดีที่สุดของการลบล้างข้อจำกัดในความสามารถด้าน Portability ของแต่ละ Application ใน Multiple environments

ในอนาคตมีการวางแผนต่อยอดและพัฒนาต่อสำหรับการไปถึงเป้าหมายของการพัฒนาโปรเจกต์นี้ สร้างมาตรฐานให้กับ Container และแพลตฟอร์ม Container ใหม่ๆ ซึ่งในอนาคตจะมีการเปิดกว้างอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้นเพื่อให้รองรับและสามารถนำมาใช้กับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ระบบฮาร์ดแวร์ ได้อย่างหลากหลายโดยที่ผู้ใช้สามารถใช้บริการได้อย่างอิสระ ไม่มีข้อผูกมัดกับระบบ Orchestration Stack หรือองค์กรเชิงพาณิชย์รายใดรายหนึ่ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นความมุ่งหวังที่จะพัฒนาให้ได้ตามความมุ่งหวังต่อไป