Virtual private mail server

VPS Mail Server ย่อมากจาก Virtual private mail server ซึ่งมีความหมายว่า การสร้าง Server จำลองเพื่อทำระบบ Mail Server, ซึ่งมักจะมีให้บริการจากบริษัทที่ขาย Web Hosting, โดยเทคโนโลยีนี้จะนำ Server 1 เครื่อง หั่นซอยเป็นเครื่องย่อยๆ และจำลองเครื่องออกมาได้อีกหลายเครื่อง จึงเป็นที่มาของคำว่า VPS Server หรือ Server เสมือน, เพราะมันไม่มีอยู่จริงนั่นเอง

ปัญหาการใช้งาน Email บน VPS Server

หลายๆองค์กร ที่มีแนวความคิดว่า การที่เราใช้งาน VPS Server แล้ว, เราจะมีปัญหาการใช้งานอีเมล์น้อยลง, เพราะไม่ต้องไปใช้ปนกับคนอื่น,​เป็นการจำลอง Server ขึ้นมาเพื่อใช้งานในองค์กรเราเองเลย แถมยังมี IP ซึ่งเปรียบเสมือนการมี Server จริงๆ เลย, แต่มีราคาถูกกว่าหลายเท่าตัว แต่แท้จริงแล้ว เมื่อคุณใช้งานไปไม่พ้นเดือน คุณจะพบปัญหาการใช้งานดังนี้ หากคุณไม่สามารถดูแลได้

ปัญหา Junk Mail หรือ Spam Mail (อีเมล์ขยะ)
ทำให่้คุณพลาดอ่านอีเมล์สำคัญๆ เพราะใน Inbox มีแต่ Junk Mail จึงทำให้แยกไม่ออกว่าอันไหนเป็นอีเมล์สำคัญ หรือ อีเมล์โฆษณา
Email Delay คือ การส่งอีเมล์ไปยังปลายทาง, แต่กว่าปลายทางจะได้รับอาจจะใช้เวลาครึ่งวัน
อีเมล์ตกหล่น คือ ผู้ส่งได้แจ้งว่าส่งอีเมล์มาแล้ว, แต่คุณไม่ได้รับ
ส่งอีเมล์ไม่ออก เพราะ IP ของ Email Server ติด Spam
รับอีเมล์ไม่ได้ เพราะ Server ล่ม
และ ปัญหาอีกมากมาย, เพราะการใช้ VPS Mail Server คุณต้องเป็นคนดูแล และ Mainternance หรือ บำรุงรักษาอยู่ตลอดเวลา, ดังนั้นหากช่วงเวลาไหนคุณไม่มีเวลาในการ Monitor ปัญหาดังกล่าวก็จะเกิดขึ้นโดยทันที
คนในองค์กร หรือ User จะไม่ใช้อีเมล์บริษัทในที่สุด เพราะ ไม่มีประสิทธิภาพ, แต่ในทางกลับกันจะกลับไปใช้ฟรีอีเมล์ ในการติดต่อธุรกิจ

ความคิดผิดๆ ในการทำ Content Marketing เพื่อทำการตลาดออนไลน์

แม้หลายแบรนด์จะเห็นความสำคัญในการทำ Content Marketing แต่ถ้ายังทำหรือมีความเชื่อแบบผิดๆ ผลลัพธ์ที่ต้องการคงมาไม่ถึงสักที

บทความที่จะพูดถึงนี้คือ 5 ความคิดผิดๆ ในการทำ Content Marketing และวิธีการแก้ไขมันซะใหม่

1. คิดว่า Content Marketing ไม่ใช่เรื่องของเรา

การที่แบรนด์ของคุณไม่ได้เป็นธุรกิจระดับพันล้าน หรือธุรกิจข้ามชาติ ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่ได้ประโยชน์จากมัน จริงๆ แล้วการทำ Content Marketing สามารถทำได้กับทุกประเภทธุรกิจ และทุกขนาดโดยเฉพาะเมื่อทำการตลาดบนโซเชียลมีเดีย

โซเชียลมีเดียให้โอกาสแบรนด์ในการพูดคุยกับกลุ่มเป้าหมายที่สนใจสินค้าของเรา ทำให้นักการตลาดสามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ และบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ซึ่งการเล่าเรื่องคือหัวใจสำคัญ เพราะมันคือด่านแรกในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ของเรา

เมื่อใดก็ตามที่แบรนด์ทำสำเร็จ ก็เหมือนเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกค้าซื้อแบรนด์ของเราเมื่อต้องการซื้อ หรือกลับมาดูข้อมูลเมื่อสนใจ แต่ถ้าทำไม่สำเร็จก็เท่ากับว่าเสียโอกาสนั้นไปให้คู่แข่ง

2. ตั้งข้อสมมติเอาเอง

แบรนด์ไหนที่แชร์คอนเทนต์จำนวนมาก โดยไม่รู้ว่าอันไหนที่ส่งผลดีต่อยอดขาย หรือมี engagement ที่ดี ให้ตัดแต้มตัวเองเดี๋ยวนี้ ! การทำตามสัญชาตญาณหรือคิดว่า ‘ไปตายเอาดาบหน้า’ ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำในการทำ Content Marketing เพราะลูกค้าสมัยใหม่ไม่ได้ต้องการอะไรที่เหมือนๆ กับคนอื่น แต่ต้องเป็นอะไรที่เฉพาะสำหรับเขาคนเดียว

การจะเรียนรู้ความรู้สึกนึกคิดของผู้บริโภคให้ลึกซึ้ง อาจจะต้องใช้ซอฟต์แวร์ social listening ช่วยแบ่งกลุ่มเป้าหมายของเราให้เล็กลงไปตามความสนใจของแต่ละกลุ่ม เพื่อสร้างคอนเทนต์ที่ตรงกับกลุ่มความสนใจได้ลึกยิ่งขึ้น อย่าเสียเวลากับการผลิตคอนเทนต์จำนวนมาก แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพในการพูดให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น

3. ลืมการทำ SEO

Google มีการให้คะแนนคุณภาพแต่ละเว็บไซต์ ในการที่จะสามารถให้คนค้นหาแล้วพบเว็บนั้น ดังนั้นคอนเทนต์ก็ควรจะทำเพื่อให้ Google ค้นหาแล้วพบแบรนด์ของเรา ถ้ารู้แล้วว่าคำไหนทำแล้วเพิ่มจำนวนการเข้าเว็บไซต์ได้ ก็ควรจะสร้างคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับคำนั้นให้มากขึ้น หรือถ้ายังไม่รู้จักการทำ SEO ก็ต้องเริ่มศึกษาได้แล้ว

4. คิดว่าแบรนด์ต้องทำคอนเทนต์เอง

การทำให้คอนเทนต์สดใหม่อยู่เสมอเป็นเรื่องที่ท้าทาย และใช้เวลา ดังนั้นบริษัทเล็กๆ จึงคิดว่ามันเป็นเรื่องยาก แต่ในความจริงแล้ว คุณสามารถใช้ตัวช่วยได้ ไม่ว่าจะเป็นบล็อกเกอร์ต่างๆ ที่พร้อมจะรับจ้างผลิตคอนเทนต์ หรือการให้ลูกค้าของเราเองช่วยผลิตคอนเทนต์ ซึ่งไม่ใช่แต่จะช่วยให้มีคอนเทนต์มากขึ้น แต่ยังช่วยให้คอนเทนต์มีประสิทธิภาพได้ด้วยเช่นกัน

5. คิดว่าวิดีโอไม่ใช่คอนเทนต์

ทำความเข้าใจใหม่ว่า ‘คอนเทนต์ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นรูปภาพ’ ในความเป็นจริงนั้นวิดีโอได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในโลกออนไลน์และแบรนด์ก็ควรจะใช้ประโยชน์จากจุดนี้

สังเกตง่ายๆ ตามไทม์ไลน์ของเราทุกวันนี้จะแสดงผลวิดีโอมากขึ้น นอกจากนี้ยังฟีเจอร์ใหม่ๆ (ซึ่งถ้าพูดกันตรงๆ ก็ไม่ค่อยใหม่แล้ว) อย่างการทำ live ซึ่งเป็นการยกระดับการแสดงผลที่เป็นพวกวิดีโอ ให้คนดูรู้สึกว่าแม้ภาพจะไม่ได้เนียบนิ้งแต่คนก็โอเคที่จะดู

ถึงอย่างนั้น การรักษาคุณภาพของวิดีโอก็ยังเป็นเรื่องสำคัญอยู่ดี เช่น ควบคุมแสงให้เพียงพอ ไม่ให้มีเสียงรบกวนมากเกินไป และเขียนบทให้ดี ทำให้ดูประดิดประดอยน้อยลง หรือพูดง่ายๆ คือเป็นมนุษย์มากขึ้น

ทุกวันนี้มีวิดีโอใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน ซึ่งช่วยเพิ่มทั้งยอดวิว และยอดแชร์ ดังนั้นแบรนด์ไหนที่มีงบประมาณและอยากเพิ่มยอด engagement การทำวิดีโอจึงถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://nipa.co.th

Cloud Computing ช่วยธุรกิจคุณได้อย่างไร

หากพูดถึง Cloud Computing เชื่อว่ายังมีผู้ประกอบการอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้จักกับเจ้าเทคโนโลยีใหม่ตัวนี้ แม้ว่าจะมีการพูดถึงกันมากขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม ดังนั้นเราลองมาทำความรู้จักกับ Cloud Computing เทคโนโลยีที่ว่านี้ช่วยธุรกิจคุณได้อย่างไร

Cloud Computing คือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนรูปแบบการทำงานบนคอมพิวเตอร์จากการมีเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัว ไปเป็นการเก็บข้อมูล และประมวลผลผ่านระบบของผู้ให้บริการ (Cloud Provider) ผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถซื้อหรือเช่าบริการเท่าที่ต้องการ โดยไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องการจัดการ และสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีอย่าง Computer Smartphone หรือ Tablet Cloud Computing สามารถแบ่งออกเป็นระบบคลาวด์ส่วนบุคคล (Private Cloud) และระบบคลาวด์สาธารณะ (Public Cloud)

• ระบบคลาวด์ส่วนบุคคล

เป็นระบบที่ถูกสร้างขึ้นมาใช้งานและบริหารจัดการกันเองภายในองค์กร โดยระบบสามารถติดตั้งภายในหรือภายนอกองค์กรก็ได้ แต่ใช้งานผ่าน Private network ซึ่งข้อดีของระบบคลาวด์ส่วนบุคคลคือมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากสามารถควบคุมระบบภายในของตนเอง แต่ข้อด้อยคือมีต้นทุนการใช้งานค่อนข้างสูง

• ระบบคลาวด์สาธารณะ

เป็นการใช้งานของระบบการเก็บข้อมูล การประมวลผล ร่วมกันหลายๆ องค์กรโดยมี Cloud provider เป็นผู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต โดย Cloud provider จะเป็นผู้กำหนดสิทธิ์การใช้ทรัพยากรของระบบให้แก่ผู้ใช้แต่ละราย ทำให้ระบบคลาวด์สาธารณะได้รับความนิยมมากกว่าในปัจจุบัน เนื่องจากการเติบโตของผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต และการใช้อุปกรณ์พกพาอย่าง Smartphone และ Tablet ที่ทำให้ความต้องการการเข้าถึงข้อมูลทุกที่ทุกเวลาของผู้ใช้งานมีจำนวนสูงขึ้น และนอกจากจะตอบสนองความต้องการดังกล่าวแล้ว Cloud Computing ยังถูกนำมาใช้ในภาคธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนในการลงทุนด้าน IT

สำหรับธุรกิจในไทยเล็งเห็นความสำคัญของระบบ Cloud มากขึ้น หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2011 การใช้จ่ายในระบบ Cloud Computing ของไทยเติบโตจาก 32 เปอร์เซ็นต์ เป็น 50 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2012 ซึ่งเหตุผลหนึ่งที่ Cloud เติบโตดี คือหลายบริษัทที่ประสบปัญหาเซิร์ฟเวอร์ได้รับความเสียหาย ข้อมูลที่สำคัญไม่สามารถกู้คืนมาได้ จึงเริ่มเห็นถึงความสำคัญของ Cloud computing

แต่ปัญหาเรื่อง ระบบโครงข่ายการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตของไทย ความปลอดภัยของข้อมูล และการสนับสนุนจากภาครัฐยังเป็นอุปสรรคที่ทำให้ไทยมีการใช้ Cloud Computing เป็นสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ จากการวิเคราะห์ดัชนีความพร้อมของการใช้งาน Cloud Computing ของประเทศในเอเชียแปซิฟิกที่จัดอันดับโดย Asia Cloud Computing Association คิดจากความพร้อมในการใช้งาน Cloud Computing ในด้านต่างๆ เช่น ความปลอดภัยของข้อมูล ความพร้อมของระบบ Broadband เป็นต้น พบว่าไทยถูกจัดอันดับไว้อยู่ในกลุ่มรั้งท้ายที่สุดทั้งในด้าน Index

อย่างไรก็ดี SME ควรนำระบบ Cloud Computing มาใช้งาน IT มากขึ้น เนื่องจากลักษณะของการจ่ายตามที่ใช้งานเหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน ซึ่งทำให้ไม่จำเป็นต้องลงทุนมหาศาลสำหรับการใช้งานใน Scale เล็ก

เข้าถึงลูกค้าผ่านทาง e-mail marketing

การทำธุรกิจทุกประเภท ล้วนต้องอาศัยการทำการตลาดเป็นกลยุทธ์หลัก ซึ่งปัจจุบันนิยมใช้ การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง การนำเอาเทคโนโลยีการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ (electronic communication technology) เข้ามาช่วยในการทำการตลาด เทคโนโลยีการสื่อสาร อิเล็กทรอนิกส์นี้ประกอบด้วย อินเตอร์เน็ต (internet) จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-books) ฐานข้อมูล (database) และโทรศัพท์มือถือ (mobile phone) วัตถุประสงค์ในการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้นั้น เพื่อเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจและลูกค้า เนื่องจากระบบ อิเล็กทรอนิกส์สามารถสนับสนุนการร้องขอข้อมูลของลูกค้า การจัดเก็บประวัติ และพฤติกรรมของลูกค้าเอาไว้ ตลอดจนการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ ซึ่งสามารถที่จะอำนวยประโยชน์ในการประกอบธุรกิจได้อย่างครบวงจร

การตลาดแนวใหม่บนอินเทอร์เน็ต ที่หันมานำเสนอโฆษณา โปรโมชั่น แคมเปญต่างๆ เข้าถึงลูกค้าผ่านทาง e-mail เนื่องด้วยประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และมีต้นทุนต่ำ ยิ่งถ้าหากมีการดีไซน์รูปลักษณ์และเนื้อหาใน e-mail ให้น่าสนใจ ยิ่งเป็นการช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่ดี และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่องค์กรได้มากขึ้น กลยุทธ์การทำตลาดในยุค cyber ที่นิยมมากที่สุดได้แก่ e-mail marketing หมายถึง การโฆษณาผลิตภัณฑ์สินค้า และการบริการผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนใหญ่การใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ติดต่อสื่อสารกันนั้น มุ่งประโยชน์ทางการค้าเป็นหลัก โดยจะส่งไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีศักยภาพในการซื้อสินค้าและการบริการ และมีวัตถุประสงค์ คือ : เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าเก่า และลูกค้าปัจจุบันที่ใช้บริการสินค้าของตนอยู่อย่างเสมอต้นเสมอปลาย และเป็นการตอกย้ำตราสัญลักษณ์ (Brand) ของธุรกิจให้แน่ใจยิ่งขึ้น เพื่อให้ได้ลูกค้ารายใหม่ๆ เข้ามา และเป็นการทำให้ลูกค้าเก่าเกิดความเชื่อถือในสินค้า และสามารถตัดสินใจซื้อสินค้าได้ในทันที หลักเบื้องต้นที่ควรพิจารณาในการทำ e-mail marketing คือ ต้องมั่นใจว่าลูกค้ามีความยินดีที่จะรับ e-mail ที่เราส่งไป มิฉะนั้น e-mail ของเราก็จะกลายเป็น สแปมหรือ e-mail ขยะได้

การใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีการเตรียมช่องทางหลากหลายสำหรับนักการตลาดนั้นสามารถดำเนินการได้หลายวิธีโดยการนำการสื่อสารแบบสะท้อนกลับมาใช้ส่งข่าวสารทางการตลาด ดังนั้นในปัจจุบันนอสารจึงมีการเปลี่ยนลักษณะของกระบวนการในการติดต่อสื่อสารมาสู่การสื่อสารแบบสะท้อนกลับมากยิ่งขึ้น เนื่องจากการสื่อสารแบบสะท้อนกลับมีความสามารถในระดับสูงในการสื่อสารทางตรงกับผู้บริโภค และสามารถรับรู้ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามกิจกรรมสื่อสารแบบสะท้อนกลับด้วยการโต้ตอบทาง e-mail ซึ่งเป็นที่นิยมในปัจจุบันนั้นสามารถส่งผลทั้งด้านดีและด้านร้าย ในขณะที่ความรวดเร็ว ประสิทธิภาพ และการหาข้อมูลที่สะดวกนั้นจะเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีช่องทางและความรู้ในการเข้าถึงและซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากขึ้น e-mail สื่อสารเหล่านี้ทำให้กิจกรรมตอบโต้ระหว่างลูกค้าและผู้ขายสื่อสารต่อกันได้ดียิ่งขึ้น

การเริ่มต้นสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าโดยการให้ลูกค้าตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตนเองสนใจ พร้อมทั้งระบุอีเมล์แอดเดรสเพื่อรับข่าวสารจะช่วยให้ e-mail เราสามารถนำเสนอข่าวสารให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด และไม่ก่อให้เกิดความรำคาญต่อผู้ที่ได้รับหัวเรื่องที่ใช้ต้องตรงประเด็น ไม่ใช่ตั้งหัวข้อลวงให้ลูกค้าเข้ามาเปิดอ่านอีเมล์แอดเดรสของผู้ส่งต้องชัดเจน มีตัวตนอยู่จริง การกำหนดอีเมล์แอดเดรสและเนื้อหาที่ไม่สื่อถึงธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ให้ชัดเจน อาจสร้างความไม่น่าเชื่อถือ ทำให้ลูกค้าเกิดความไม่มั่นใจ ส่งผลให้การส่ง e-mail ในครั้งนั้นไม่ประสบความสำเร็จ

ข้อพึงระวังของการใช้อีเมล์ก็มี อันดับแรกคือ อย่าส่งอีเมล์ไปยังผู้ที่ไม่ปรารถนาที่จะได้รับอีเมล์ของเรา พูดง่ายๆ ก็คือต้องมีการขออนุญาตไม่ทางใดก็ทางหนึ่งก่อนส่งเสมอ จำไว้ว่าผู้รับต้องยินดีที่จะรับอีเมล์ของเรา ไม่อย่างนั้นอัตราการตอบกลับจะต่ำมาก อย่างเช่นในเว็บไซต์บางแห่งจะมีการให้สมัครสมาชิก และถามว่ายินดีจะรับเมล์ของบุคคลที่สามหรือไม่ อีเมล์ชนิดนี้เรียกกันว่า Permission-based e-mail หรือเป็นอีเมล์ที่ได้รับการอนุญาต

4 เทคนิคง่ายๆ สร้าง Facebook page ให้โดนใจ

เชื่อว่าหลายๆ คนที่กำลังจะสร้าง Facebook page ของตนเอง คงจะกังวลไม่น้อยว่าเมื่อสร้างเพจขึ้นมาแล้วจะโพส จะแชร์อะไรดี จะมีคนมากด Like กด Share และมา Comment เรามั้ย แล้วจะมีคนมองเห็นเพจของเราหรือเปล่า ขอบอกเลยว่าการสร้าง Facebook page ให้โดนใจไม่ใช่เรื่องยาก ทำได้ง่ายๆ ด้วย 4 เทคนิคนี้

1.      สร้าง Facebook page

ขั้นตอนนี้อาจจะเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุดสำหรับหลายๆ คน เพราะไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี อันดับแรกเราต้องบอกตัวเองให้ได้ก่อนว่า เราคือใคร มีเป้าหมายอย่างไร และมีจุดเด่นที่แตกต่างจากคนอื่นอย่างไร เพราะสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้เราดึงดูดแฟนเพจได้ตรงจุด และได้ผลตอบรับอย่างดีเยี่ยม

2.      สร้างตัวตน

เมื่อเรามีเพจเป็นของตัวเองแล้ว ลำดับต่อไปคือ การทำให้เพจของเราเป็นที่รู้จัก ซึ่งขั้นตอนนี้เราจำเป็นต้องอาศัยการบอกต่อที่หลากหลายช่องทางด้วยการใช้ Facebook ads เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเข้าถึงเพจของเราให้มากยิ่งขึ้น

3.      สร้างปฏิสัมพันธ์กับแฟนเพจ

การสร้าง Content ที่มีประโยชน์สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีให้กับแฟนเพจได้ โดย Content ที่เรานำเสนอให้กับแฟนเพจนั้น จะต้องเป็น Content ที่ไม่เน้นการโฆษณามากจนเกินไป เพราะจะทำให้แฟนเพจรู้สึกว่ากำลังถูกยัดเยียดการขายมากเกินไป ทั้งนี้การสร้าง Content ที่ดีจะต้องสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับ Brand ของเรา และสามารถทำให้แฟนเพจเกิดความประทับใจและจดจำ Brand ของเราได้

4.      สร้างกิจกรรม

การสร้างกิจกรรมต่างๆ ในเพจจะกระตุ้นให้เกิดการบอกต่อด้วยการกด Like และกด Share ซึ่งจะทำให้เพื่อนของแฟนเพจเราสามารถมองเห็นและเกิดความสนใจเพจของได้เป็นอย่างดี แต่ก็อย่าลืมว่ากิจกรรมที่จัดขึ้นนั้นต้องไม่เน้นการขายที่มากจนเกินไป หรือเชิญชวนให้คนมากดไลค์จนเกินเหตุ เพราะอาจจะผิดกฎของ Facebook และทำให้เพจของเราโดนจำกัดการเข้าถึงได้

            นี่คือ 4 เทคนิคง่ายๆ ที่จะทำให้ Facebook page ของเราเป็นที่โดนใจของกลุ่มเป้าหมาย นอกจากนี้ความจริงใจต่อแฟนเพจก็มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้แฟนเพจเกิดความประทับใจ และเกิดความเชื่อมั่นใน Brand ของเรา